คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า

ไปวัดวา ไปกราบพระผู้ประเสริฐ

คือการทำบุญครอบจักรวาล

หรือเป็นบุญที่ใหญ่พอ

ที่จะได้เกิດใหม่เป็นเทวดา

กลับมาเกิດเป็นมนุษย์ที่ร่ำຣวຢ

หน้าตาสวยหล่อ ด ว งชะตาดี

แฟนดี เพื่อนดี อะไรดีถูกใจไปหมด

แถมตามวัดยังมีนักมโน

ช่วยสาธย ายสรรพคุณ

ทำบุญอย่างนั้นอ ย่า ง นี้แล้ว

จะได้เกิດเป็นคหบดี ราชามหากษัตริย์

เข้าถึงสวรรค์ เข้าถึงนิพพานได้

โดยไม่ต้องใช้ความพย าย ามใด

ฉะนั้น หากทำกิริย าติ๋ม

พูดดี ยิ้มแย้มแจ่มใสที่วัด

ก็จะได้ป้าย ‘คนดี’ ติดตัวไปถึงชาติหน้าแน่

ไม่ต้องแคร์ความประพฤตินอกวัดกันหรอก

บางคนออกจากวัด

กลับบ้านปุ๊บ โว้กว้ากปั๊บ เพราะเก็บกด

จากการแกล้งดีอวดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดไว้มาก

พอหลบซ่อนอยู่ในบ้านมิดชิด

คิดว่าฟ้าดินคงไม่เห็นแล้ว

เลยทำตาปูดตาโปนเหมือนยักษ์ได้เต็มที่

ครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์

ผู้คนไม่ได้เข้าใจกันอ ย่า ง นี้

เช่น พอมีผู้ทูลถามว่าทำบุญอะไร

ให้ผลครอบจักรวาลไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า

(พูดง่าย ทำบุญอย่างเดียวได้บุญครบวงจร)

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสตอบว่า ให้มาวัด

หรือกระทั่งให้มาทำบุญกับพระองค์ท่าน

ท่านชี้ให้ทำที่ใจ คือ ทำใจให้ไม่ประมาท

ท่านตรัสว่า

รอยเท้าช้างรอยเดียว

รวมรอยเท้าสัตว์อื่นที่เล็กกว่าไว้ได้ ฉันใด

ความไม่ประมาทอย่างเดียว

ก็รวมเอากุศลธรรมอื่นไว้ได้หมด ฉันนั้น

ท่านหมายความว่า

คนเราเมื่อไม่ประมาทในกรรม ก็จะไม่เห็นว่า

ความทุจริตทางกาย วาจา ใจ

เล็กน้อย คงไม่เป็นไร

แต่เห็นจริงว่า

ความสุจริตทางกาย วาจา ใจ

แม้เล็กน้อย ก็ควรทำ

เมื่อละความเห็นผิด เพิ่มความเห็นชอบได้อ ย่า ง นี้

ย่อมไม่กลัวต า ย

ย่อมรู้อยู่ว่าตนจะเป็นสุขทั้งปัจจุบันและอนาคต

นั่นแหละ ยอดแห่งบุญ

ทำบุญประการเดียว คือ ไม่ประมาท

แล้วได้บุญครบทุกประการ

สรุปคือ ดีที่วัด ร้ า ยที่บ้าน

สะท้อนว่ายังประมาทอยู่

พูดจาสุภาพกับพระ นึกว่าได้บุญใหญ่สุดแล้ว

แต่กลับมาพูดกระโชกโฮกฮากกับลูกเมียหรือคนใช้

ได้ชื่อว่าให้ทุกข์มากกว่าให้สุข

เมื่อกรรมเผล็ดผล

ก็ย่อมได้สุขน้อยกว่าทุกข์

ขอบคุณแหล่งที่มา  ดังตฤณ